วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เหรียญ 2 บาท ชนิดใหม่ เริ่มใช้วันนี้ “ธนารักษ์” แนะ ปชช.ดูจุดสังเกต

ธนารักษ์ เตรียมผลิตเหรียญกษาปณ์ชุดใหม่ 9 ชนิดราคา เข้าสู่ระบบ ยันรูปแบบ-ลวดลายยังเหมือนเดิม แต่ปรับปรุงให้สวยงามขึ้น หลังพบต้นทุนผลิตสูงกว่าราคาหน้าเหรียญ ยกตัวอย่างเหรียญบางชนิดใช้ยาก เพราะมีขนาด-สีใกล้เคียงกัน เตรียมนำเหรียญ 2 บาท เข้าสู่ระบบวันนี้ เผย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยังคงเดิม แต่เปลี่ยนชนิดของโลหะจากไส้เหล็กชุบนิกเกิล (สีขาว) เป็นโลหะอะลูมิเนียมบรอนซ์ (สีทอง) น้ำหนักลดลงจาก 4.40 กรัม เป็น 4.00 กรัม และความหนาลดลงจาก 1.70 มิลลิเมตร เป็น 1.50 มิลลิเมตร

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการออกเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่ โดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากราคาโลหะที่ใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์ในตลาดโลกสูงขึ้นมาก โดยเหรียญกษาปณ์หลายชนิดราคามีต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาหน้าเหรียญ และเหรียญบางชนิดราคามีขนาดและสีใกล้เคียงกัน ทำให้ยากต่อการใช้

นพ.พฤฒิชัย กล่าวว่า กรมธนารักษ์จึงได้จัดทำโครงการออกใช้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่ ทั้ง 9 ชนิดราคา โดยมีการปรับปรุงโลหะและลักษณะของเหรียญ เพื่อปรับต้นทุนในการผลิตให้มีความเหมาะสม สะดวกต่อการใช้สอย แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม และยากต่อการปลอมแปลงมากขึ้น ซึ่งการจัดทำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่มีรูปแบบและลวดลายเช่นเดิม แต่ปรับปรุงให้สวยงามมากขึ้น

ส่วนรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่ มีความแตกต่างในสาระสำคัญจากเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดปัจจุบัน คือ เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 1 สตางค์ และ 10 สตางค์ เส้นผ่าศูนย์กลาง ความหนา และน้ำหนักคงเดิม แต่เปลี่ยนส่วนผสมของโลหะจากอะลูมิเนียมร้อยละ 97 เป็นร้อยละ 99 เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 5 สตางค์ น้ำหนักคงเดิม แต่เปลี่ยน เส้นผ่าศูนย์กลางจาก 16.00 มิลลิเมตร เป็น 16.50 มิลลิเมตร ความหนาลดลงจาก 1.40 มิลลิเมตร เป็น 1.35 มิลลิเมตร และเปลี่ยนส่วนผสมของโลหะจากอะลูมิเนียมร้อยละ 97 เป็นร้อยละ 99

เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ เส้นผ่าศูนย์กลาง ความหนา และน้ำหนักคงเดิม แต่เปลี่ยนชนิดของโลหะจากอะลูมิเนียมบรอนซ์ (สีทอง) เป็นโลหะไส้เหล็กชุบทองแดง เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 1 บาท เส้นผ่าศูนย์กลางและความหนาคงเดิม แต่เปลี่ยนชนิดของโลหะจากคิวโปรนิกเกิล เป็นโลหะไส้เหล็กชุบนิกเกิล และน้ำหนักลดลงจาก 3.40 กรัม เป็น 3.00 กรัม

ส่วนเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 2 บาท เส้นผ่าศูนย์กลางคงเดิม แต่เปลี่ยนชนิดของโลหะจากไส้เหล็กชุบนิกเกิล (สีขาว) เป็นโลหะอะลูมิเนียมบรอนซ์ (สีทอง) น้ำหนักลดลงจาก 4.40 กรัม เป็น 4.00 กรัม และความหนาลดลงจาก 1.70 มิลลิเมตร เป็น 1.50 มิลลิเมตร เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 5 บาท โลหะ เส้นผ่าศูนย์กลางคงเดิม แต่ความหนาลดลงจาก 2.20 มิลลิเมตร เป็น 1.75 มิลลิเมตร และน้ำหนักลดลงจาก 7.50 กรัม เป็น 6.00 กรัม เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 10 บาท โลหะ เส้นผ่าศูนย์กลาง ความหนา และน้ำหนักคงเดิม

สำหรับการนำออกใช้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่นี้ จะเริ่มออกใช้เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 2 บาทก่อนเป็นลำดับแรก ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป ส่วนเหรียญกษาปณ์ชนิดราคาอื่นๆ จะทยอยนำออกจ่ายแลกต่อไป

นพ.พฤฒิชัย กล่าวอีกว่า เหรียญกษาปณ์รูปแบบใหม่ที่จะนำออกสู่ระบบในวันนี้ เป็นเหรียญ 2 บาท จึงเตือนให้ประชาชนสังเกตเหรียญดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน จากนั้นภายในเดือนนี้จะเริ่มกระจายเหรียญ 25 สตางค์ และเหรียญ 50 สตางค์

ส่วนเหรียญ 5 บาท จะออกสู่ระบบภายในเดือนเมษายน 2552 เหรียญ 10 บาท ออกสู่ระบบเดือน มิถุนายน 2552 และเหรียญ 1 บาท ออกสู่ระบบเดือน กันยายน 2552 จะผลิตเหรียญรูปแบบใหม่ออกสู่ระบบจำนวน 1,956 ล้านเหรียญ โดยเหรียญด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาปัจจุบัน

ส่วนปัญหาที่คาดว่า จะมีการขาดแคลนเหรียญกษาปณ์ โดยเฉพาะเหรียญบาทนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรมธนารักษ์จะเร่งผลิตเหรียญบาทเข้าสู่ระบบเพิ่มเติม คาดว่าจะผลิตในเดือนกันยายน 2552 เนื่องจากมีเหรียญบาทในปัจุบันประมาณ 9,900 ล้านเหรียญ จากเหรียญทุกประเภทในระบบมี 17,500 ล้านเหรียญ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กุมภาพันธ์ 2552 08:28 น.

คำถาม : 1.เหรียญชนิด 2 บาทมีการปรับเปลี่ยนอะไรไปจากเดิมบ้าง ?

2.การผลิตเหรียญกษาปณ์ชุดใหม่ขึ้นมาเนื่องจาก ?

3. เริ่มมีการออกใช้เหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 2 บาทเมื่อวันที่เท่าไหร่ ?

จัดทำโดย
นางสาวภาวิณี อมรขจรเดช 48127082

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แบงก์ไทยแกร่งไม่ทรุดตามเศรษฐกิจ

สมาคมธนาคารไทย ยืนยัน ศักยภาพแบงก์ไทยยังเข้มแข็ง ไม่ได้รับกระทบจากวิกฤตการเงินมากนัก เพียงแต่ต้องคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มส่งออก เพราะแนวโน้มหนี้เสียเริ่มมีเพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เหตุต้นทุนทางการเงินมีมากกว่าดอกเบี้ยจ่าย "ก้องเกียรติ"แนะนักลงทุนกระจายความเสี่ยง ต้องมีมั้งหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร ทองคำ รวมทั้งมีฝากแบงก์ในบางส่วน ส่วนภาพรวมวิกฤตโลกต้องใช้เวลาปีกว่าถึงจะฟื้นตัว

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าว ในงานสัมมนาเรื่อง "จะอยู่หรือไป เศรษฐกิจไทยปี 2552"ว่า ส่วนตัวยังไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะใช้เวลาฟื้นตัวได้เร็วในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งกรณีของสหรัฐฯ ที่ใช้งบประมาณกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น หากได้ผลคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวได้ในปีนี้ แต่เศรษฐกิจไทย คาดว่าจะดีขึ้นในปี 2553

ทั้งนี้ในส่วนของภาคธนาคารพาณิชย์ ยังมีความเข้มแข็ง และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติการเงินโลก แต่จากปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบภาคอุตสาหกรรม การลงทุน ทำให้ ธนาคารพาณิชย์ ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะในภาคการส่งออก ที่จะพิจารณาสินเชื่อเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาหนีเสีย (NPL) ซึ่งยอมรับว่า เริ่มมีสัญญาณการเกิดหนี้เสียมากขึ้นแล้ว ณ ขณะนี้

ดังนั้น ในปี2552 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด)ในระบบธนาคารพาณิชย์ ยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เพราะต้นทุนการเงินของธนาคาร ไม่ได้มีเพียงดอกเบี้ยจ่ายเท่านั้น แต่ยังมีภาระการตั้งสำรองหนี้ของธนาคารพาณิชย์ จากการเกิดปัญหา NPL นอกจากนี้ยังมีต้นทุนจากมาตรการกำกับดูแลและต้นทุนตามกฎหมาย ทั้งการส่งเงินเข้าสถาบันประกันเงินฝาก 40 สต./เงินฝาก 100 บาท/ปี ซึ่งสูงเมื่อเทียบต่างประเทศ รวมทั้งการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% จากรายได้ดอกเบี้ย นอกเหนือจากการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้น ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ จะอยู่สูงถึง 1.5-2%

เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เสนอแนะลูกค้าและผู้ลงทุนว่า หากยังมีความสามารถในการชำระหนี้ ให้คงชำระหนี้ตามกำหนดต่อไป เพราะประวัติการชำระหนี้ เป็นเรื่องสำคัญทั้งในแง่ของลูกค้า และธนาคาร

ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย คงขึ้นอยู่กับ เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจของตลาดโลก ซึ่งหลายฝ่ายหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นได้ในช่วงปลายปีนี้ ทั้งนี้ ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย มองว่า ปีนี้คงไม่ตกต่ำเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากหลังจากตั้งแต่ตุลาคม2551 ที่เกิดปัญหาซับไพร์ม และลุกลามเป็นวิกฤติการเงิน ตลาดหุ้นทั่วโลกได้มีการปรับตัวรับข่าวไปแล้ว จนมูลค่าทรัพย์สินได้ปรับลดลงมามาก นักลงทุน และกองทุนต่างๆ ได้รับรู้ผลขาดทุนจากการลงทุนไปแล้ว ดังนั้น เห็นว่าในปี 52 จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะทำกำไรจากการลงทุนในหุ้นได้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่สดใสเท่าใดนัก

โดยขณะนี้สัญญาณการลงทุนในตลาดหุ้นไทย มีหุ้นราคาถูกเป็นจำนวนมาก เกินกว่า 200 บริษัท ที่น่าลงทุน เพราะมีราคาต่ำกว่าราคาทางบัญชี ขณะที่คาดการณ์ปีนี้เชื่อว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเฉลี่ย จะติดลบที่ 7-8% โดยที่ดัชนีตลาดหุ้นจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 470-590 จุด และค่า P/E อยู่ที่ 8-10 เท่า

"หุ้นเมืองไทยมีหลายตัวที่น่าลงทุน เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนให้เป็น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่สดใส แต่ก็เห็นว่ตอนนี้ มีหุ้นราคาถูก ซึ่งถือเป็นหุ้นราคาเถ้าแก่ ที่สามารถเข้าไปซื้อขายในตลาดได้" นายก้องเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายก้องเกียรติ แนะนำนักลงทุนว่า การลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขณะนี้ อาจจะมีความซับซ้อนมากขึ้น นักลงทุน ควรเลือกกระจายการลงทุน ทั้งในหุ้น หุ้นกู้ที่มีเรทติ้งที่ดี พันธบัตรรัฐบาล และทองคำ แต่ขณะเดียวกัน ควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งฝากเงินไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อเป็นสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นเช่นกัน แม้จะมีผลตอบแทนต่ำ แต่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด อีกทั้งยังได้รับการคุ้มครองเงินฝากได้เต็มจำนวน

ด้านนายมังกร ธนสารศิลป์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกต้องใช้เวลาเป็นอีกปีกว่าถึงจะฟื้นตัว ซึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักคือ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบไม่มาก คือ อาหาร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ขณะที่อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตินี้ คืออุตสาหกรรมที่มีฐานลูกค้าในประเทศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กุมภาพันธ์ 2552 07:38 น.

คำถาม : 1. แบงค์ไทยต้องมีการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเนื่องจากอะไร ?

2. อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคืออุตสาหกรรมใด ?

3. อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤตนี้คือ ?

จัดทำบทความโดย
นางสาวสิริณัฏฐ์ คีรีศรี 48127081


วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

กสิกรฯยันศก.-ส่งออกหด ไม่กระทบลูกค้าเอสเอ็มอี

กสิกรไทยยันลูกค้าเอสเอ็มอียังไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากเศรษฐกิจ-การส่งออกที่ชะลอตัว ระบุมีการกระจายตลาดการส่งออกไปยังตะวันออกกลางมากขึ้น และส่วนใหญ่เป็นการขายในประเทศมากกว่า แต่ก็ยังมีการตั้งศูนย์ธุรกิจที่ดูแลให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าอยู่
 นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยถึงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)ว่า โดยภาพรวมแล้วปัญหาดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย แต่ในส่วนของประเทศไทยจะเป็นเพียงผลทางอ้อมเท่านั้น ซึ่งในส่วนของลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารนั้น ก็ได้มีการติดตามตรวจสอบสถานะของลูกค้าอย่างใกล้อยู่แล้ว และพบว่าขณะนี้ยังไม่มีลูกค้ารายใดได้รับผลกระทบจนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
 "ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารในปัจจุบันถือว่ามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีเมื่อเจอปัญหา โดยลูกค้าเหล่านั้นจะพยายามหาตลาดการส่งออกใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการหันไปเจาะตลาดแถบตะวันออกกลางมากขึ้น ส่วนตลาดในประเทศแถบสหรัฐฯหรือยุโรป ก็ยังมีส่งออกไปบ้างแต่เหลือน้อยแล้ว ขณะเดียวกันประเทศแถบดังกล่าาวก็มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน ทำให้ธุรกิจยังเดินหน้าไปได้ด้วยดี"นายปกรณ์กล่าว
 สำหรับภาคการส่งออกโดยภาพของไทย มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวลงไปบ้างตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ก็คงไม่กระทบธุรกิจเอสเอ็มอีมากนัก เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการค้าขายภายในประเทศประมาณ 90% ส่วนการส่งออกไปยังต่างประเทศจะมีเพียง 10% เท่านั้น
 ทั้งนี้ การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวนั้น ก็จะต้องเข้าไปดูอีกทีว่ามีการส่งออกไปยังประเทศไหนบ้าง ซึ่งการส่งออกสินค้าไปยังระเทศสหรัฐฯหรือยุโรป ก็มีไม่มากนักถ้าเทียบกับเมื่อก่อนคือมีการส่งออกโดยตรงแค่ 10% อีกทั้งตัวผู้ประกอบการเองก็มีการกระจายตลาดมากขึ้น ผลที่ตามมาจึงหลายหลายไปด้วย ซึ่งทางธนาคาเองก้ได้มีการตั้งศูนย์ธุรกิจขึ้นมาโดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการ รวมทั้งติดตามการใช้วงเงินสินเชื่อของลูกค้าว่ามีการใช้ถูกวัตถุประสงค์หรือไม่


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
22 พฤศจิกายน 2551 14:13 น.



คำถาม : 1. ลูกค้าของธนาคารมีการปรับตัวอย่างไรเมื่อเจอปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน แก้ไขเกี่ยวกับการส่งออกอย่างไร ?

2. ภาคส่งออกของไทยมีผลกระทบต่อ SME หรือไม่ ?

3. ลูกค้า SME ได้กระจายการตลาดไปยังทวีปใด ?

จัดทำโดย นางสาวสุทธาสินี อุตเดช 48127065


วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ค่าเงินบาทร่วงอ่อนแตะ 35.26

ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่องแตะระดับ 35.22 บาท ขณะที่ผู้ว่าธปท.ระบุเป็นไปตามทิศทางเดียวกับภูมิภาค และยังถือว่าอ่อนค่าไม่มากนัก แต่จะมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
 
 นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวถึงทิศทางค่าเงินบาทที่ปรับต่ำอ่อนค่าลงในระดับกว่า 35 บาทต่อดอลลารสหรัฐว่า เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงไปตามภูมิภาค โดยยังถือว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าไม่มากนัก เนื่องจากยังมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาอยู่ ซึ่งในส่วนของธปท.เองก็จะติดตามดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และจะดูแลตามความเป็นจริง
 นอกจากนี้ ธปท.จะมีการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ประกาศในสัปดาห์หน้าด้วย เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ต่างๆทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้ประชาชนกังวลมากจนเกินไป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยพื้นฐานภายในประเทศยังแข็งแกร่ง
 
 นางธาริษากล่าวว่า ส่วนการที่ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่องจนอาจทำให้ต้องปลดคนงานนั้น ที่ผ่านมาธปท.ก็ยังคงเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันยังคงมีเงินหมุนเวียนถึง 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถใช้ได้ถึงปี 2553-2554
 
 สำหรับกรณีที่กระทรวงการคลังต้องการให้ธปท.ปล่อยกู้ซอฟท์โลนนั้น นางธาริษากล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความภายใต้ พ.ร.บ.ธปท.ฉบับใหม่แล้วว่า ธปท.ไม่สามารถปล่อยซอฟท์โลนได้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังได้ส่งให้กฤษฎีกาตีความอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการธปท.ก็คงต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะสามารถปล่อยซอฟท์โลนได้หรือไม่
 
 นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เงินบาทวานนี้เปิดตลาดที่ระดับ 35.20-35.22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากช่วงปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ระดับ 35.14-35.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทอ่อนค่าสุดระหว่างวันที่ระดับ 35.26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.21-35.23 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
 
 ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าเงินเป็นส่วนของปัจจัยการเมืองในประเทศที่เกรงว่าจะเกิดรุนแรงขึ้น และปัจจัยต่างประเทศด้านภาวะเศรษฐกิจโลก โดยล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจทางการสหรัฐประกาศตัวเลขการขอรับสวัสดิการจากการว่างงานสูงขึ้น จากที่ตลาดคาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ 550,000 ตำแหน่ง ขณะที่ดัชนีหุ้นดาวน์โจนส์ปรับตัวลดลงมากอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
22 พฤศจิกายน 2551 14:13 น.



คำถาม : 1. ปัจจัยที่มีผลกระทบกับค่าเงินเกิดจากปัจจัยด้านใดบ้าง ?

2. เงินบาทอ่อนค่าที่สุดแตะระดับเท่าไหร่ ?

3. ปัญหาเงินบาทอ่อนค่าเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ?


จัดทำบทความโดย
นางสาวรุ่งทิวา เตชะ เลขทะเบียน 48127024