กสิกรไทยยันลูกค้าเอสเอ็มอียังไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากเศรษฐกิจ-การส่งออกที่ชะลอตัว ระบุมีการกระจายตลาดการส่งออกไปยังตะวันออกกลางมากขึ้น และส่วนใหญ่เป็นการขายในประเทศมากกว่า แต่ก็ยังมีการตั้งศูนย์ธุรกิจที่ดูแลให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าอยู่
นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยถึงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)ว่า โดยภาพรวมแล้วปัญหาดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย แต่ในส่วนของประเทศไทยจะเป็นเพียงผลทางอ้อมเท่านั้น ซึ่งในส่วนของลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารนั้น ก็ได้มีการติดตามตรวจสอบสถานะของลูกค้าอย่างใกล้อยู่แล้ว และพบว่าขณะนี้ยังไม่มีลูกค้ารายใดได้รับผลกระทบจนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
"ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารในปัจจุบันถือว่ามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีเมื่อเจอปัญหา โดยลูกค้าเหล่านั้นจะพยายามหาตลาดการส่งออกใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการหันไปเจาะตลาดแถบตะวันออกกลางมากขึ้น ส่วนตลาดในประเทศแถบสหรัฐฯหรือยุโรป ก็ยังมีส่งออกไปบ้างแต่เหลือน้อยแล้ว ขณะเดียวกันประเทศแถบดังกล่าาวก็มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน ทำให้ธุรกิจยังเดินหน้าไปได้ด้วยดี"นายปกรณ์กล่าว
สำหรับภาคการส่งออกโดยภาพของไทย มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวลงไปบ้างตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ก็คงไม่กระทบธุรกิจเอสเอ็มอีมากนัก เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการค้าขายภายในประเทศประมาณ 90% ส่วนการส่งออกไปยังต่างประเทศจะมีเพียง 10% เท่านั้น
ทั้งนี้ การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวนั้น ก็จะต้องเข้าไปดูอีกทีว่ามีการส่งออกไปยังประเทศไหนบ้าง ซึ่งการส่งออกสินค้าไปยังระเทศสหรัฐฯหรือยุโรป ก็มีไม่มากนักถ้าเทียบกับเมื่อก่อนคือมีการส่งออกโดยตรงแค่ 10% อีกทั้งตัวผู้ประกอบการเองก็มีการกระจายตลาดมากขึ้น ผลที่ตามมาจึงหลายหลายไปด้วย ซึ่งทางธนาคาเองก้ได้มีการตั้งศูนย์ธุรกิจขึ้นมาโดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการ รวมทั้งติดตามการใช้วงเงินสินเชื่อของลูกค้าว่ามีการใช้ถูกวัตถุประสงค์หรือไม่
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
22 พฤศจิกายน 2551 14:13 น.
คำถาม : 1. ลูกค้าของธนาคารมีการปรับตัวอย่างไรเมื่อเจอปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน แก้ไขเกี่ยวกับการส่งออกอย่างไร ?
2. ภาคส่งออกของไทยมีผลกระทบต่อ SME หรือไม่ ?
3. ลูกค้า SME ได้กระจายการตลาดไปยังทวีปใด ?
จัดทำโดย นางสาวสุทธาสินี อุตเดช 48127065
วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ค่าเงินบาทร่วงอ่อนแตะ 35.26
ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่องแตะระดับ 35.22 บาท ขณะที่ผู้ว่าธปท.ระบุเป็นไปตามทิศทางเดียวกับภูมิภาค และยังถือว่าอ่อนค่าไม่มากนัก แต่จะมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวถึงทิศทางค่าเงินบาทที่ปรับต่ำอ่อนค่าลงในระดับกว่า 35 บาทต่อดอลลารสหรัฐว่า เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงไปตามภูมิภาค โดยยังถือว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าไม่มากนัก เนื่องจากยังมีเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาอยู่ ซึ่งในส่วนของธปท.เองก็จะติดตามดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และจะดูแลตามความเป็นจริง
นอกจากนี้ ธปท.จะมีการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ประกาศในสัปดาห์หน้าด้วย เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ต่างๆทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้ประชาชนกังวลมากจนเกินไป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยพื้นฐานภายในประเทศยังแข็งแกร่ง
นางธาริษากล่าวว่า ส่วนการที่ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่องจนอาจทำให้ต้องปลดคนงานนั้น ที่ผ่านมาธปท.ก็ยังคงเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบผ่านธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันยังคงมีเงินหมุนเวียนถึง 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถใช้ได้ถึงปี 2553-2554
สำหรับกรณีที่กระทรวงการคลังต้องการให้ธปท.ปล่อยกู้ซอฟท์โลนนั้น นางธาริษากล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความภายใต้ พ.ร.บ.ธปท.ฉบับใหม่แล้วว่า ธปท.ไม่สามารถปล่อยซอฟท์โลนได้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังได้ส่งให้กฤษฎีกาตีความอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการธปท.ก็คงต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะสามารถปล่อยซอฟท์โลนได้หรือไม่
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เงินบาทวานนี้เปิดตลาดที่ระดับ 35.20-35.22 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากช่วงปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ระดับ 35.14-35.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทอ่อนค่าสุดระหว่างวันที่ระดับ 35.26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.21-35.23 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าเงินเป็นส่วนของปัจจัยการเมืองในประเทศที่เกรงว่าจะเกิดรุนแรงขึ้น และปัจจัยต่างประเทศด้านภาวะเศรษฐกิจโลก โดยล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจทางการสหรัฐประกาศตัวเลขการขอรับสวัสดิการจากการว่างงานสูงขึ้น จากที่ตลาดคาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ 550,000 ตำแหน่ง ขณะที่ดัชนีหุ้นดาวน์โจนส์ปรับตัวลดลงมากอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
22 พฤศจิกายน 2551 14:13 น.
คำถาม : 1. ปัจจัยที่มีผลกระทบกับค่าเงินเกิดจากปัจจัยด้านใดบ้าง ?
2. เงินบาทอ่อนค่าที่สุดแตะระดับเท่าไหร่ ?
3. ปัญหาเงินบาทอ่อนค่าเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ?
จัดทำบทความโดย
นางสาวรุ่งทิวา เตชะ เลขทะเบียน 48127024
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
22 พฤศจิกายน 2551 14:13 น.
คำถาม : 1. ปัจจัยที่มีผลกระทบกับค่าเงินเกิดจากปัจจัยด้านใดบ้าง ?
2. เงินบาทอ่อนค่าที่สุดแตะระดับเท่าไหร่ ?
3. ปัญหาเงินบาทอ่อนค่าเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ?
จัดทำบทความโดย
นางสาวรุ่งทิวา เตชะ เลขทะเบียน 48127024
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)